เพื่อนร่วมงาน ตอนที่ 1

ccc

ค่อนข้างจะแคบ แต่มีรถเข้า-ออกอยู่เสมอ ทำให้บางครังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างเจ้าของรถที่กำลังจะเข้าซอยกับคันที่กำลังจะออกจากซอยบางคู่ถึงกับลงไปท้าต่อยมวยแบบสดๆ ระหว่างฝ่ายแดงกับฝ่ายนํ้าเงิน (รถสีแดงกับสีนํ้าเงิน)การที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมหลีกทางให้อีกฝ่าย คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก จึงต้องลงจากรถไปเจรจากันนอกรถแต่ไม่รู้เจรจาอีท่าไหนจึงออกมาเป็นนักมวยด้วยกันทั้งคู่ซกแบบไม่มีนวม ไม่มีกรรมการอีกต่างหากแต่ไทยมุงเพียบ..พญาผึงก็เป็น’หนีง’ในบรรดา1ไทยมุงนัน..อิอิสุดท้ายรถก็เลยติดหนักกว่าเดิมเอ้อ!..มีรถขับแล้วต้องกลายเป็นคนเครียดกับชีวิตฃี้หงุดหงิดโมโหง่ายแบบนี้ เห็นทีจะเลิกคิดดิ้นรนไปดาวน์รถยนต์มาขับเสียแล้วล่ะผู้มีรถขับทั้งหลายไดโปรดอย่าใจร้อนกันนักเลยโดนกันนิดเบียดกันหน่อย ก็ส่งยิ้มให้กันแทนคำด่าเถอะค่ะ เราเป็นคนไทยด้วยกันอย่าให้สยามเมึองยิ้มต้องกลายเป็นสยามเมืองยิง (ปีน) กันเลยนะเจ้าคะ!… บาร์โหนติดประตู (5พอนพป้าการจะพิสูจน์เพื่อนแท้ หรือ ไม่แท้ มีผู้สันท้ดกรณีท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า ไม่ยาก แล้วก็ไม่ยุ่งยากเหมือนการเดินลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธึ๋ของหญิงสาวชาวอินเดียสมัยก่อนตามที่ได้ยินได้อ่านมาการพิสูจน์นํ้าใจของเพื่อนแท้ในขั้นแรก ให้ลอง (ใจ)ขอยืมเงินก่อน ถ้าเพื่อนคนไหนบ่ายเบี่ยงอ้างโน่นอ้างนึ่ไม่อยากจะให้ยืม ผู้สันทัดกรณีฟันธงว่าให้กาหัวไว้เลย หมาย-กงให้จำใส่ใจไว้ไม่ใช่เอาปากกาหรือเอาปูนกินหมากไปขีด30กากบาทไว้ที่หน้าผากเพื่อนแต่อย่างใด คือ จำไว้ว่าไม่ใช่เพื่อนแท้นั่นเอง“ถ้าเกิดเพื่อนจน ไม่มีตังคํให้เรายืมล่ะ มันก็ไม่ยุติ-ธรรมในการตัดสินว่าเขาเป็นเพื่อนที่ไม่จริงใจน่ะสิ”พญาผึ้งถามเผื่อตัวเอง ในกรณีที่ถูกพิสูจน์จากเพื่อนคนอื่นบ้าง“ถ้าเป็นเพื่อนแท้ ถึงจะไม่มีเงินให้ยืม ก็ต้องดิ้นรนช่วยเหลือไปหาหยิบยืมจากคนอื่นมาให้อยู่ดี”“แล้วถ้าเกิดไปยืมคนอื่นให้ไม่ได้ล่ะ” พญาผึ้งถามต่อ“ก็ต้องหาของใกล้ตัว เช่น สร้อย แหวน นาพิกา ทีวีหรือแม้แต่ครกกับสาก เอาไปเข้าโรงรับจำนำหาเงินมาให้เพื่อนจนได้”โห!..ถ้าถึงขนาดนั้น ความเป็น “เพื่อนแท้” บาร์โหนเพิ่มกล้าม คงจะหาไม่ได้ง่ายๆ เสียแล้ว แต่พญาผึ้งก็เคยใช้วิธีนี้มาแล้วกับเพื่อนคนหนึ่ง“ขอยืมเงินห้าร้อยซื้อเสื้อหน่อยสิ กลับถึงออฟพิศแล้วจะใช้คืน”

พญาผึ้งเอ่ยปากยืมเงินเพื่อนร่วมงานที่เดินดูเสื้อผ้าช่วงพักกลางวันด้วยกัน“ต๊าย…ทำไมใจตรงกันเลย ฉันก็กะว่าจะยืมเธออยู่เหมือนกัน”จบเลย..ถ้าต่างฝ่ายต่างก็จ้องจะพิสูจน์ความเป็น“เพื่อนแท้” กันแบบนี้พญาผึ้ง จึงไม่คิดที่จะพิสูจน์เพื่อนคนไหนด้วยวิธีนี้อีกเลย จะอะไรกันนักกันหนากะอีแค่มีเพื่อนไม่ต้องตั้งสเป็คหรือคาดหวังอะไรมากมาย คบกันแบบสบายๆ ไร้ข้อจำกัดและไร้เงื่อนไขน่าจะดีกว่า เพราะการจะหา “เพื่อนแท้”ม้นก็ยากพอๆ กับการหา “ผู้ชายในฝัน”หรือ “ผู้หญิงในฝัน” นั่นแหละ เพื่อนแท้ที่แสนดีย่อมมีแต่ในฝันจึงเป็นเพียง “เพื่อนในฝัน”แต่เพื่อนในชีวิตจริง ย่อมมีหลากหลายรูปแบบที่เราต้องปรับตัวปรับใจให้เข้ากับทุกคน แม้แต่ตัวเราเองบางครั้งยังมีคิดสับสนลังเล ไม่แน่ใจในตัวเองเลย แล้วจะหวังให้เพื่อนสักคนมาเข้าใจความรู้สึกเรานั้นดูจะหวังมากเกินไปหรือเปล่า?คงจะเคยได้ดูข่าวเพื่อนรักบางคู่ ที่เป็นเพื่อนรักสุดซี้ปีกกันมาหลายปี เวลาออกรายการก็จะแสดงความเป็นเพื่อน32ชี้จนแทบจะดูดปากกันทีเดียว จนคนที่ดูก็พลอยซืนใจแกมอิจฉาไปด้วยว่าทำไมหนอทั้งสองสาวถึงได้โชคดีมีเพื่อนซีทีแสนดีเข้าใจกันขนาดนี้ แต่บทจะผิดใจกันก็มีข่าวว่าเพื่อนรักทั้งสองต่างก็ไม่ยอมที่จะออกงานร่วมกัน ไม่มองหน้ากันอีกเลยเซ่นเดียวกับเพื่อนชี้ที่จะขอยกตัวอย่างมาเล่าต่อไปนี้ เป็นเพื่อนชี้ที่พวกเธอสองคนต่างก็บอกใครต่อใครว่าเป็นเพื่อนแท้สามารถตายแทนกันได้  บาร์โหนทำเอง แต่พอมีเรื่องบาดหมางใจกันด้วยเรื่องเล็กน้อยยังตัดสายสัมพันธ์กันได้เพียงพริบตาเดียวเลย“ฉันไม่คบยัยจุ๋มนั่นแล้วนะ ไม่ต้องมาเอ่ยอีอนี้ให้ได้ยินอีก”ยัยนิดเที่ยวบอกใครต่อใครไว้เซ่นนั้นทำให้รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าเหตุ1ไฉนสองเพื่อนซี้ที่คบหาเป็นเพื่อนกันมานานจึงได้พูดเซ่นนั้นเพราะที่ผ่านมาแม้จะเคยได้ยินลองเพื่อนซี้นี้พูดจากันแรงๆ

ก็ไม่เห็นว่าจะโกรธเคืองถือสากันเลย พญาผึ้งยังเคยได้ยินยัยนิดพูดถึงเพื่อนซี้ที่ชื่อจุ๋มว่า“ถึงยัยจุ๋มจะพูดมากปากหมาไปหน่อย แต่มันเป็น คนจริงใจน่าคบที่สุด”ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยัยนิดกับยัยจุ๋มคบหาเป็นเพื่อนซี้ที่เข้าใจนิสัยกันเป็นอย่างดีแต่ต่อมา ความเป็นเพื่อนซี้ได้หักสะบั้นลงท่ามกลางความสงสัยของพญาผึ้ง จึงได้แต่คาดเดาไปว่าอาจจะเกิดปัญหารักผู้ชายคนเดียวกัน จึงต้องเลียบเคียงถามถึงสาเหตุการตัดสัมพันธ์เพื่อนของยัยนิด“ยัยจุ๋มมันเอาเรื่องของฉันไปนินทาลับหลัง”เรื่องนี้ต้องเริยกว่าเป็นจุดอ่อนไหวของการเป็นเพื่อนชี้อย่างมาก เพราะสาเหตุที่เพื่อนชี้คนดังที่เคยเป็นข่าวแตก-หักกับเพื่อนก็มาจากการที่อีกคนเอาเพื่อนซี้ไปเม้าท์นินทาสับหลังนี่เองนิดไม่บอกว่าจุ๋มเอาเรื่องอะไรไปนินทาสับหลัง ดังนั้นจึงต้องแอบไปเลียบเคียงถามเอากับจุ๋ม“ฉันแค่เล่าให้เพื่อนที่ไปทานข้าวกลางกันด้วยกันฟังว่า โหนบาร์ลดหน้าท้อง ยัยนิดไม่ชอบใส่กางเกงใน บางกันก็ใล่กางเกงในไร้เป้า เพราะเวลาเข้าห้องนั้าจะได้ไม่ต้องถอด ยืนถี่เหมือนผู้ชายง่ายดี”นั้นคือสาเหตุความบาดหมางใจที่จุ๋มเล่าให้ฟัง พอ34ฟังจบพญาผึ้งก็กัดฟันกลั้นขำ ในขณะที่จุ๋มหน้าเศร้า เจ้าหล่อนบอกว่าแม้จะเข้าไปขอโทษขอโพยนิดแล้วก็ยังไม่ยอมให้อภัย เพราะนิดถือว่าเป็นเรื่องความลับสุดยอดที่ร้ายแรงทำให้เธออับอายเพือนๆ โดยเฉพาะเรืองนีรัวไหลไปถึงหูของผู้ชายที่นิดแอบชอบเขาอยู่ถ้าเป็นคุณล่ะคะ จะคิดอย่างไรถ้าเพื่อนชี้เอาเรื่องแบบนีไปเล่าให้เฟือนคนอืนฟัง แต่พญาผึงกลับเห็นว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน แบบซิวๆ เผลอๆ จะโม้ต่อให้สนุกสนานกว่าเดิมด้วยซํ้าแต่เรื่องซิวๆ สำหรับบางคน อาจจะไม่ใช่เรื่องซิวๆสำหรับอีกคนก็ได้ เรื่องของจิตใจแต่ละคนมีความละเอียดอ่อนไหวไม่เหมือนกันเพราะแต่ละคนมีปมในใจที่เก็บซ่อนไว้แตกต่างกัน แม้จะสนิทกันเพียงใดก็ตามถ้าไปพูดกระทบความเสกที่บอบบาง บางอย่างเข้าให้ก็จะเป็นเซ่นเพื่อนชี้คู่ของนิดกับจุ๋มได้พญาผึ้ง ได้แต่เสียดายความสัมพันธ์ของจุ๋มกับนิดที่อุตล่าห์คบกันมาตั้งนานทว่า..บทจะผิดใจกันก็เพราะเรื่องกางเกงในไร้เป้านี่เอง เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า“ใครจะนินทาว่ารายพอทนได้ แตใครคนนั้นอย่าเป็นเพี่อนชี้ก็แล้วกัน”แม้จะเป็นเพื่อนแท้หรือไม่แท้ก็ตาม สรุปแล้วการถนอมจิตใจรู้จุดอ่อนไหวของกันและกันเอาไว้บ้างก็จะดีไม่น้อยและการสังสรรค์ระหว่างเพื่อนก็มีความจำเป็นเช่นกัน จึงต้องมีการแบ่งเวลาจากการติดแฟนมาให้เพื่อนบ้างเพราะการพบปะกันระหว่างเพื่อนนั้นไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็ควรจะเลียนแบบบ้าง แม้ภาระหน้าที่ของการเป็นเมีย หรือเป็นแม่ หรือคนรักที่ติดแฟนยิ่งกว่าด้งเม จะทำให้เหินห่างจากเพื่อนฝูงไป แต่อย่างน้อยหาโอกาสพบปะเพื่อนบ้างปีละ 2-3 ครั้งก็ยังดี ไม่ใช่บอกปัดเพื่อนตลอดขอยกด้วอย่างของผู้หญิงคนหนึ่ง สมมุติชื่อพจมาน(เป็นคนละคนกับพจมาน สว่างวงค์แห่งบ้านทรายทอง) เธอคนนี้เป็นผู้ที่มีชีวิตยึดติดกับสามีและลูกเป็นสรณะ (ที่พึง)ช่วงก่อนแต่งงาน พจมาน ก็รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เป็นประจำ แต่หลังจากแต่งงานแล้ว เธอก็ยึดคติ“มีแฟนแล้วแยกตัว มีผัวแล้วลืมเพี่อน”36ยิ่งพอมีลูก คุณพจมานก็ไม่เค้ยไม่เคยไปพบปะสัง-สรรค์กับเพื่อนๆ กลุ่มเดิมอีกเลย ไม่ว่าเพื่อนคนไหนจะสัดงานกันเกิด กันขึ้นบ้านใหม่ พ่อเพื่อนตาย แม่เพื่อนเจ็บ ไม่มีไปเยี่ยมเยียน หรือแม้แต่จะโทรศัพท์ถามไถ่“มันถือว่าได้ผัวรวย ชีวิตมันเพอร์เฟิกต์ มาคบกับพวกเราคงกลัวเพื่อนยืมตังค์’’เพื่อนคนหนึ่งแอบเม้าทํวิจารณ์พจมาน แต่พจมานไม่สนใจ (เพราะไม่ได้ยิน) พจมานถือว่าชีวิตครอบครัวของเธอสมบูรณ์พูนสุขแล้ว มีสามีนักธุรกิจที่รํ่ารวย มีลูกที่น่ารักมีความอบอุ่นแล้วจึงไม่สนใจที่จะหาความอบอุ่นนอกบ้านอีก เธอจึงไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร (ได้สามีรวยแล้ว) และไม่อยากจะช่วยเหลือใคร(กลัวยืมตังค์) จึงตัดปัญหาด้วยการไม่คบเพื่อนอีกต่อไป อยู่แต่กับคนในครอบครัวเพื่อนของเธอเคยส่งซองกฐินผ้าป่าให้เธอช่วยเป็นประธาน พจมานบอกเพื่อนหน้าตาเฉยว่า ตอนนี้เปลี่ยนศาสนาไปเข้ากับศาลนาของสามีเรียบร้อยแล้ว เพื่อนสะอึกหงายหลังกันเป็นแถวแต่ก็ยังไม่เข็ด ยังมีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพยายามที่จะนัดพจมานให้มางานเลี้ยงรุ่น แต่ถูกพจมานอบรมสังสอนว่า

team-work_1

“พวก เธอหยุดเรื่องสังสรรค์ที1ไร้สาระได้แล้ว เรามีครอบครัวแล้วก็ควรจะหยุดเที่ยวหยุดสังสรรค์หยุดใช้เงินไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์  ลดน้ำหนัก เอาเงินไว้สร้างครอบครัวจะดีกว่าทุกวันนี้ฉันคิดได้แล้วว่า ลิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้หญิงเราก็คือมีสามีที่ดี มีลูกที่ดี มีความอบอุ่นในครอบครัว ฉันไม่ต้องการสิ่งอื่นอีกแล้วล่ะ ฝากบอกเพื่อนๆ ด้วยว่า ให้ทุกคนหันไปดูแลเอาใจใส่ครอบครัวดีกว่า ผู้หญิงเราน่ะถ้าแฟนรักเราให้ความอบอุ่นแก่เราแล้วเราก็ต้องดูแลเอาใจใส่เขา จะมัวไประริกระรี้สังสรรค์กันเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นน่ะไม่ได้ความเป็นเพื่อนไม่จำเป็นต้องไปพบปะสังสรรค์กันหรอกแค,โทรคุยกันบ้างเท่าที่จำเป็นก็น่าจะพอแล้วล่ะ”คำพูดนั้นทำให้เพื่อนบางคนถึงกับปวดหัวตัวร้อนกันทีเดียว เพื่อนบางคนสงสัยว่า

บาร์โหน

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s